การย้ายถิ่น Migration
การย้ายสถานที่อยู่อาศัยจากหมู่บ้านหนึ่งหรือเขตเทศบาลหนึ่งจากที่อยู่ครั้งสุดท้ายมายังอีกหมู่บ้านหนึ่งหรือเขตเทศบาลหนึ่งที่อยู่ในปัจจุบันภายในระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี ก่อน
วันสำมะโน
กรณีต่อไปนี้ไม่นับเป็นการย้ายถิ่น
ก.เปลี่ยนเขตเทศบาลหรือหมู่บ้าน เนื่องจากขยายเขตเทศบาลหรือแยกหมู่บ้าน โดยที่บุคคลหรือครัวเรือนนั้นยังอยู่ประจำที่เดิม
ข.ผู้ย้ายที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

ผู้ย้ายถิ่น Migrant
ผู้ที่ย้ายสถานที่อยู่อาศัยจากหมู่บ้านหนึ่ง หรือเขตเทศบาลหนึ่ง หรือจากต่างประเทศซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยครั้งสุดท้ายมายังหมู่บ้านหรือเขตเทศบาล ซึ่งเป็นที่ที่อยู่ปัจจุบันที่กำลังถูกสัมภาษณ์

 

การย้ายถิ่นภายในประเทศ Internal migration
การเคลื่อนย้ายของประชากรที่อยู่ในประเทศเดียวกัน คือ ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง
เป็นสถานที่ที่อยู่ในประเทศนั้นๆเอง

การย้ายถิ่นสุทธิ  Net migration ผลต่างสุทธิของการย้ายถิ่นเข้าและการย้ายถิ่นออกของประชากรในเขตพื้นที่หนึ่ง อาจออกมาในรูปเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้

 

หน้าแรก
สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553
ข่าวสารกิจกรรม สปค.53
การปฎิบัติงานสนาม สปค.53
นานาสาระ ข้อมูลประชากร
คำถามที่พบบ่อยใน สปค.53
ประวัติ สปค.
ตารางตัวชี้วัดที่สำคัญทางประชากร
ข้อมูลสถิติเชิงแผนที่
ตารางสถิติ
ระบบคลังข้อมูล
รายงานผล
รายงานประชากรแฝง
ข้อเสนอแนะ Q&A






  32,109,371
  33,370,082



เนื้อหาสาระ คำชี้แจง ติดต่อ Link ที่เกี่ยวข้อง

นานาสาระ ข้อมูลประชากร
อายุนั้นสำคัญไฉน ?
Sex Ratio ชี้ ชายมีน้อยกว่าหญิง !
4 ทศวรรษ....การสมรสของคนไทย
สูงวัยใยต้องกังวล
การย้ายถิ่น
" ส้วม" ใครคิดว่าไม่สำคัญ
การหย่า…ปัญหาที่คนมองข้าม
3 ทศวรรษกับการมีส่วนร่วมของสตรีในตลาดแรงงาน
คนอีสานครองแชมป์ย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพ
คนไทยกับการศึกษา
ครัวเรือนไทย

“ส้วม” ใครคิดว่าไม่สำคัญ

        "ส้วม" ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกคน “ส้วม” มักจะถูกนำไปเปรียบเปรยกับลูกผู้หญิงว่ามีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน เพราะพร้อมจะส่งกลิ่นได้ตลอดเวลาหากไม่ดูแลให้ดี  และ "ส้วม" สามารถใช้วัดสุขอนามัยของครัวเรือนในประเทศไทยได้ เนื่องจากเราต่างทราบกันดีว่า “ส้วม” เป็นสถานที่ที่ถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ดี และหากเป็นส้วมที่ถูกสุขลักษณะย่อมส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนเช่นกัน


3 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานมาโดยตลอด ซึ่งข้อมูลจากสำมะโนประชากรและเคหะตั้งแต่ พ.ศ. 2523 – 2543 พบว่าการใช้ส้วมหลุม ถัง ถ่ายลงแม่น้ำลำคลอง เป็นการใช้ส้วมที่ผิดสุขลักษณะเพราะอาจมีเชื้อโรคแพร่ระบาดไปได้ การใช้ส้วมดังกล่าวของครัวเรือนทั้งประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด  โดยเฉพาะการใช้ส้วมที่ผิดสุขลักษณะลดลงจากร้อยละ 9.52 ในปี 2523 เหลือเพียงร้อยละ 0.38 ในปี 2543   ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสาธารณสุขของไทยจากอดีต

ที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้ส้วมหลุม หรือถ่ายลงแม่น้ำลำคลอง มาเป็นการใช้ส้วมซึมหรือส้วมชักโครกเพิ่มมากขึ้น และส้วมซึมที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้นั้น เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51.01 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 85.79 ในปี 2543 สำหรับการใช้ส้วมชักโครกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเช่นกัน จากร้อยละ 4.30 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 8.35 ในปี 2543


ร้อยละของครัวเรือนส่วนบุคคล จำแนกตามลักษณะการใช้ส้วม พ.ศ. 2513 – 2543

      ลักษณะการใช้ส้วม *            

2513

2523

2533

2543

   ส้วมชักโครก                           

2.40

4.30

6.21

8.35

   ส้วมซึม                               

45.84

51.01

78.22

85.79

   ส้วมชักโครกและส้วมซึม                 

1.71

3.66

   ส้วมหลุม ถัง ถ่ายลงแม่น้ำลำคลอง

 

9.52

1.98

0.38

       หรือส้วมลักษณะอื่นๆ โดยมีห้องกั้น  

 

 

 

 


หมายเหตุ *  ไม่รวมไม่มีส้วม และอื่นๆ
ที่มา:  สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2513 - 2543 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

หากมองในภาพรวมของการมีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ (ส้วมซึม/ส้วมชักโครก) จะพบว่าคนไทยมีการใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากร้อยละ 55.31ในปี 2523 เป็นร้อยละ 97.81 ในปี 2543 นั่นแสดงให้เห็นว่าคนไทยให้ความสำคัญและเอาใจใส่ในเรื่องสุขอนามัยในชีวิตประจำวันมากขึ้น และเห็นความสำคัญของ “ส้วม” มากขึ้น
อย่างไรก็ดีคงไม่มีใครปฏิเสธว่า “ส้วม” มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนเราเพียงใด ไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้าน  สถานที่ทำงาน  หรือสถานที่ท่องเที่ยว  เราทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่า “ส้วม” เป็นที่ถ่ายของเสียออกจากร่างกาย และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ดี  เราจึงควรช่วยกันรักษาความสะอาดของส้วมทุกแห่งที่เข้า โดยเฉพาะ “ส้วมส่วนรวม” ที่ต้องใช้ร่วมกันอย่างที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน  และที่สาธารณะต่างๆ

หรือไม่ก็ตาม น่าจะช่วยจุดประเด็นให้รัฐบาลตระหนักให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะสุขลักษณะในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อไหร่ที่สุขภาพร่างกายของคนในประเทศแข็งแรง ย่อมส่งผลต่อความเข้มแข็งของประเทศเช่นกัน

     จากแนวโน้มข้อมูลดังกล่าวทำให้คาดหวังว่าผลจากสำมะโนประชากรและเคหะครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 นี้ คนไทยน่าจะให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดของส้วมมากขึ้นและครัวเรือนไทยจะมีส้วมที่ถูกสุขลักษณะถึงร้อยเปอร์เซนต์